www.Stats.in.th
ประวัติและความเป็นมา
ภาษาภูไทวันละคำ
ข่าวสารประชาสัมพันธ์
การแต่งกาย
วัดภูถ้ำช้าง
กระดานข่าว
รายการทีวี ธิม
 
 
 
 
 

 

 

 

 
ประวัติและความเป็นมา Puthai
คำว่า "ผู้ไทย" บางท่านมักเขียนว่า "ภูไท" แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานเขียนว่า "ผู้ไทย" ถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวผู้ไทยเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทยและแค้นสิบสองปันนา (ดินแดนส่วนเหนือ)ของลาวและเวียตนามซึ่งติดต่อกับส่วนใต้ของประเทศจีน) ราชอาณาจักไทยได้สูญสียดินแดนแค้วนสิบสองจุไทยให้ฝรั่งเศสเมื่อ ร.ศ.๑๐๗ (พ.ศ.๒๔๓๑) ผู้ไทย มีถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดนครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร สกลนคร และบางส่วนของจังหวัดอุบลราชธานี อุดรธานี และเลย เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รักษาวัฒนธรรมของ ตนไว้ได้อย่างดี การแต่งกาย ผู้ชายนิยมนุ่งกางเกงขาสั้น ครึ่งน่อง (ขาก๊วย) สีดำหรือนุ่งโสร่งตาหมากรุก เสื้อใช้ผ้าสีดำ ชนิดเดียวกับกางเกง คอกลมแคบชิดคอ ผ่าอกตลอด ชายเสื้อผ่าข้าง แขนยาวหรือแขนสั้นก็ได้ มีผ้าคาดเอว และโพกศีรษะ ผู้ชายโบราณมักนิยมสักแขนขา ลายด้วย หมึกสีดำ แดง ถือเป็นเครื่องลาง ส่วนผู้หญิง นิยมนุ่ง ผ้าถุงที่ทำจากผ้าฝ้ายย้อมใบครามหรือมะเกลือสีดำล้วน เย็บต่อด้วยเชิงเป็นริ้วตามยาว สวมเสื้อแขนกระบอก คอตั้ง นิยมสวมเครื่องประดับที่ทำด้วยเงินหรือทอง หญิงผู้ไทย ทุกคนไม่ว่าสาวหรือแก่ไว้ผมยาวเกล้ามวยสูงเอียงซ้าย เล็กน้อย มีปิ่นหรือลูกประคำประดับที่มวยผม

ผู้ไทย หรือ ผู้ไท คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศลาว เดิมชาวผู้ไทอพยพมาจาก ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสิบสองจุไท ผู้ไทมีสายสัมพันธ์กับพวกไทขาว และไทดำที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูง ปัจจุบันพบชาวผู้ไททางภาคเหนือของลาว และภาคอีสานของไทย ในจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ อุดรธานี และร้อยเอ็ด ชาวผู้ไทบริเวณนี้เรียกว่า ลาวขาว

เครื่องนุ่งห่ม ชาวผู้ไทยเป็นเผ่าที่ทำเครื่องนุ่งห่ม โดยเฉพาะผ้าห่มจนเหลือใช้(แม้กระทั่งในปัจจุบัน ชาวผู้ไทยก็ยังทำผ้าห่มไว้มากแขกมาเยี่ยมมาพักมีให้ห่มอย่างพอเพียง) ส่วนเสื้อผ้าก็พอมีใช้ไม่ฟุ่มเฟือย แต่ไม่ขัดสน ด้วยฝีมือความสามารถของตนเอง ซึ่งบางอย่างสวยงามมีศิลปะ ในอดีตนั้นวัสดุในการผลิตผ้าหามาเองโดยการปลูกบ้าง เอาจากที่มีอยู่ตามธรรมชาติบ้าง โดยผ่านกระบวน การต่างๆ จนเป็นเครื่องนุ่ง ห่มล้วนหามาเอง ทำขึ้นเองทั้งสิ้น เช่น ฝ้าย เริ่มตั้งแต่การปลูก จนถึงขั้นทอเป็นผ้า ล้วนแต่ทำเอง ในปัจจุบันนี้มีโรงงานที่ทันสมัยที่ผลิตวัสดุที่จะทำเครื่องนุ่งห่มแล้ว ราคาไม่แพง สี ลวดลาย แบบ มีให้เลือกมากมาย

การแต่งกาย ของชาวผู้ไทย นิยมนุ่งซิ่น ซึ่งลักษณะเด่นของซิ่นผู้ไทย คือ การทอและลวดลายเช่น ทอเป็นลายนาคเล็กๆ นอกจากนี้มีลายอื่น ๆ เช่น หมี่ปลา หมี่กระจัง หมี่ข้อ ทำเป็นหมี่คั่น ไม่ได้ทอเป็นผ้าหมี่ทั้งผืนมีลายต่าง ๆ มาคั่นไว้สีที่นิยม คือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง สีม่วง พื้นมักใช้สีเปลือกอ้อย นอกจากนี้ยังพบผ้ามัดหมี่ฝ้าย ขาวสลับดำ ในกลุ่มผู้ไทยด้วย ส่วนเสื้อ นิยมทำเป็นเสื้อแขนกระบอก ๓ ส่วน ติดกระดุมธรรมดา กระดุมเงิน หรือเหรียญสตางค์ เช่น เหรียญสตางค์ห้า สตางค์สิบ มาติดเรียงเป็นแถว นิยมใช้ผ้าย้อมครามเข้ม ในราว พ.ศ.๒๔๘๐ ได้มีผู้นำขลิบแดงติดที่เสื้อ เช่น ที่คอ สาบเสื้อ ปลายแขน เพื่อใช้กับฟ้อนผู้ไทยสกลนคร และใช้กันมาจนทุกวันนี้ เครื่องประดับ สรวมสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ข้อเท้า (ก้องแขน-ก้องขา) ด้วยโลหะเงิน เกล้าผมเป็นมวยสูงตั้งตรง ในสมัยโบราณใช้ผ้ามน หรือแพรมนทำเป็นผ้าสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ม้วนผูกมวยผม อวดลวดลายผ้าด้านหลัง ในปัจจุบันใช้ผ้าแถบขนาดเล็ก ๆ สีแดงผูกแทนแพรมน การแต่งกายปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จนไม่มีคนแต่งกายแบบดั้งเดิมตามบ้านให้เห็นแล้ว ยกเว้นจะมีพิธีกรรมบางอย่าง เช่น เวลาจะเหยาเลี้ยงผี หรือกรณีพิเศษ เช่น การฟ้อนผู้ไทย ทุกวันนี้พากันแต่งกายตามสมัยนิยมกันแล้ว ผู้หญิงหันมานุ่งกางเกง เพราะว่าทะมัดทะแมงดี หาง่าย ซื้อสำเร็จรูปมาใช้ได้เลย มีหลากสีหลากทรง

ผ้าห่ม(จ่อง) ผ้าห่มผืนเล็ก ๆ เป็นวัฒนธรรมของกลุ่มพื้นเมืองอีสาน ใช้สำหรับห่มแทนเสื้อกันหนาว ใช้คลุมไหล่ เช่นเดียวกับกลุ่มไท–ลาวที่นิยมใช้ผ้าขาวม้าพาดไหล่ ผ้าห่มของกลุ่มชนต่างๆ ในเวลาต่อ มาทำให้มีขนาดเล็กลง ทำเป็นผ้าสไบ และเป็นส่วนประดับแทนประโยชน์ใช้สอย เดิมคือห่มกันหนาว หรือปกติปิดร่างกายส่วนบนโดยการห่มทับเสื้อ นอกจากนี้ยังมีผ้าแพรวา ซึ่งมีแหล่งใหญ่ที่บ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ นับเป็นผ้าจ่องที่สวยงามหาชมได้ยากในปัจจุบันนอกจากผ้าจ่องแล้ว ชาวผู้ไทยยังมีลายผ้า ซึ่งใช้เป็นผ้ากั้นห้อง หรือใช้ห่มแทนเสื้อกันหนาว หรือต่อกลางสองผื่นเป็นผ้าห่มขนาดใหญ่พอสมควร

วัสดุที่ใช้ในการทำเครื่องนุ่งห่ม วัสดุที่ใช้ทอผ้าก็มีฝ้ายเป็นหลัก และไหม สีย้อมผ้าก็เป็นที่ได้จากธรรมชาติ และสีที่ชาวผู้ไทยชอบใช้มากที่สุด คือ สีดำที่ได้จากต้นคราม การใช้ผ้าของชาวผู้ไทยในอดีตนั้นผ้าบางชนิดก็มีกาลเทศะในการใช้ เช่น “ผ้าจ่อง” เป็นผ้าที่ทออย่างดี สีย้อมด้วยครั่ง จะใช้คลุม***บศพ (ผู้มั่งมี) ผ้าสี่เหาก็ใช้คลุม***บศพได้เช่นกัน เสื้อผ้าที่ตัดเย็บใหม่ๆ เรียกว่า“ส้งเอาบุญ” หรือ “ชุดเอาบุญ” จะไม่ใส่เล่นจะเก็บไว้ใน***บอย่างดีพอมีงานบุญจะเอาออกมาใช้ โสร่งไหมเป็นผ้าชั้นดีหายาก จะมีเฉพาะผู้ที่มีเมียหรือแม่ที่เลี้ยงไหม หรือผู้ที่มีฐานะดีหน่อย สามารถนุ่งไปจีบสาวได้ เวลานั่งใกล้สาวจะถลกโสร่งขึ้นเลยเข่าอวดขาลาย สมัย ๖๐ ปีก่อน บ่าวใดมีขาลายผู้สาวจะรักมาก ส่วนผ้าขาวม้าเป็นผ้าอเนกประสงค์

ความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม จะเห็นแต่ผ้าคลุม***บศพ เมื่อหามศพลงเรือนผ้าคลุม***บจะปลดออกไว้ใช้ต่อไป ก่อนจะนำมาใช้จะมีพิธีโยนผ้าก่อน ในปัจจุบันการโยนผ้าก็ยังปฏิบัติกันอยู่ และนอกจากนี้ประเพณีของชาวผู้ไทยเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ๔ อย่างนี้ คือ ผ้าห่ม ที่นอน หมอน ผ้าขาวม้า หญิงสาวชาวผู้ไทยต้องจัดสร้างขึ้นมาไว้มากๆ เมื่อหนุ่มมาขอแล้วฝ่ายสาวต้องเร่ง ส้างเคิ้ง คือ สร้างเครื่องนุ่งห่มนั่นเอง ในปัจจุบันนี้ก็ยังยึดถือประเพณีนี้อยู่ เพียงแต่ว่าหญิงสาวทุกวันนี้ต้องเรียนหนังสือ หรือไปทำงานต่างถิ่นไม่มีเวลาทำ เมื่อใกล้จะแต่งงาน อาจจะให้ญาติๆ ช่วยทำ หรือซื้อสำเร็จรูป

ลักษณะทางสังคม ชาวผู้ไทยเป็นกลุ่มชนที่มีความขยัน อดออม และมีวัฒนธรรมในเรื่องการถัก–ทอ เด่นชัด จึงปรากฏเสื้อผ้าชนิดต่างๆ ทั้งผ้าฝ้าย ไหม ในกลุ่มชาวผู้ไทย เช่น ผ้าแพรวา ในปัจจุบัน เป็นผ้าที่ผลิตยากใช้เวลานาน มีความสวยงาม จึงนับว่าชนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรมเรื่องเสื้อผ้าเด่นชัดมาก โดยเฉพาะการทอผ้าซิ่นหมี่ ตีนต่อ เป็นตีนต่อขนาดกว้าง ๔-๕ นิ้ว (มือ) เรียกว่า “ตีนเต๊าะ” เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ไทยทอเป็นหมี่สาด หมี่หม้อย้อมคราม จนเป็นสีครามแก่เกือบเป็นสีดำ ชาวบ้านมักเรียก “ผ้าดำ” หรือ “ซิ่นดำ”

วิถีชีวิตของชาวผู้ไทย ความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัวผู้ไทย ก็เหมือนกับครอบครัวไทยทั่วๆไป คือ ในครอบครัวก็จะมีพ่อเป็นใหญ่ที่สุด รองลงมาคือ แม่ พี่คนโต และรองลงไปตามลำดับ ในอดีตเมื่อ ๔๐ ปีก่อน สังคมผู้ไทยได้ให้ความสำคัญต่อผู้เป็นสามีมาก ในปัจจุบันก็ยังให้ความนับถืออยู่ เพียงแต่ลดพฤติกรรมบางอย่างลงไป เช่น การสมมาสามีในวันพระ บางคนไม่ได้ทำเลยโดยเฉพาะภรรยารุ่นใหม่ แต่จะสมมาสามีตอน “ออกคำ” (ออกจากการอยู่ไฟใหม่ๆ) เหมือนในอดีตเพราะสามีเป็นผู้ลำบากทุกข์ยาก อดตาหลับขับตานอน ตักน้ำหาฟืนดูแลภรรยาที่อยู่คำ(การอยู่คำภาษาลาวจึงเรียกว่า“อยู่กรรม”)

การกินข้าว แต่ก่อนต้องพร้อมกัน เมื่อทุกคนนั่งวงล้อมนาข้าวแล้ว ให้สามีเริ่มก่อนเดี๋ยวนี้ลดลง เพราะต่างมีธุระลูกก็รีบไปโรงเรียน สามีก็ติดธุระก็อนุญาตลูกเมียกินก่อน นานๆ เข้าก็เลยถือเป็นเรื่องธรรม ดาไป แต่ก็มีแบบเดิมให้เห็นอยู่ไม่มากการเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มมีมาประมาณ ๓๐ ปีมาแล้ว

การสืบสายตระกูล ชาวผู้ไทยส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นหลักในการสืบสายตระกูล ในการสืบมรดกนั้นในอดีตมักจะให้ผู้ชาย เพราะถือว่าลูกผู้หญิงต้องไปสร้างกับสามี ลูกชายคนที่จะได้มรดกมาก แบ่งดังนี้

๑.พี่จะได้มากกว่าน้อง คือ “ อ้ายเอาสอง น้องเอาหนึ่ง ” เพราะมรดกต่างๆ เช่น ที่นา ถือว่าพี่เป็นคนช่วยพ่อทำมากกว่าน้อง นอกจากนี้พี่ยังเป็นคนเลี้ยงน้องด้วย

๒. ผู้ที่รับภาระเลี้ยงดูพ่อแม่มาก ย่อมได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นพี่หรือเป็นน้อง ถ้าเป็นผู้ดูแลพ่อแม่จนพ่อแม่ตาย มรดกส่วนที่ยักไว้ของพ่อแม่ย่อมเป็นของผู้ที่เลี้ยงดูนั้น (พ่อแม่มักอยู่กับลูกชายมากกว่าอยู่กับลูกสาวทั้งในอดีตและปัจจุบัน) มีการให้มรดกแก่ลูกสาวอีกวิธีหนึ่ง คือ การ“กาวลำชาย” (กล่าวเอาว่าเป็นลูกชาย ) คือ ในกรณีที่ลูกสาวแต่งงานออกเรือนไปอยู่กับสามี แล้วเกิดตกทุกข์ได้ยาก ผู้เป็นพ่อก็เอามา “กาวลำชาย” ให้รับมรดกได้ “การกาวลำชาย” นั้นจะกล่าวตอนที่หญิงสาวแต่งงาน โดยแจกไม้ขีดไฟให้ “ เท้าอ้ายเท้าน้อง” (ผู้เฒ่าผู้แก่ฝ่ายพ่อ) และบรรดาเขยทั้งหลาย แล้วประกาศให้ทราบว่า “นาง... ต่อไปนี้จะกล่าวถือว่าเสมือนเป็นลูกชาย...ให้ญาติพี่น้องรับทราบไว้”เมื่อกล่าวแล้ว นาง...ก็มีสิทธิรับมรดกจากพ่อ และบางคนเมื่อถูกกล่าวลำชายแล้วหันมาใช้นามสกุลของพ่อก็มี ในปัจจุบันนี้การสืบสายตระกูลสืบมรดก ลูกทุกคนมีสิทธิได้รับแบ่งเท่าเทียมกันแต่จะยักไว้ “พูดพ่อแม่” (ส่วนของพ่อแม่ ) ไว้ให้ผู้ที่เลี้ยงพ่อแม่จนตาย

ขนาดครอบครัว ในอดีตยังไม่มีการวางแผนครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีขนาดใหญ่ บางครอบ ครัวมีลูกตั้ง ๑๐-๑๒ คน ใครมีลูกมากยิ่งดีจะได้ “กินแฮง”(กินแรง) ลูกคือจะมีผู้มาเลี้ยงดู เวลามีการแต่งงานจะมีการให้พรคู่บ่าวสาวว่า “...เฮ่อได้ลุเต๋มบ้านเฮ๋อได้หลานเต๋มเมิง...” (ให้ได้ลูกเต็มบ้าน ให้ได้หลานเต็มเมือง) แต่ในปัจจุบันเมื่อมีการรณรงค์การคุมกำเนิด บางครอบครัวก็มีลูก ๒ คน หรือ มีแค่คนเดียว

ครอบครัวเดี่ยว ครอบครัวขยาย ในสมัยก่อน ๓๐ ปีมาแล้ว ผู้ที่แต่งงานแล้วจะอยู่กับพ่อแม่ หรือพ่อตาแม่ยายเสียก่อน ชั่วระยะ ๒-๓ ปี แล้วจึงค่อยแยกครอบครัวออก แต่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลง คือ พอแต่งงานอยู่กับพ่อแม่ชั่วระยะเดี๋ยวเดียวก็ออกไปนั้น จะแยกกล่าวดังนี้

ลูกชาย ในสมัยก่อนเมื่อลูกชายแต่งงานแล้วต้องอาศัยอยู่กับพ่อก่อน เพราะต้องพึ่งพ่อแทบทุกอย่างเงินทองก็ต้องอาศัยพ่อแม่ เวลาที่จะออกเรือนแยกไปไม่แน่นอน หากน้องชายแต่งงานเร็วพี่ชายก็จะแยกเรือนออกไปเร็ว เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปลูกชายก็เลยหาเงินเอาเอง สร้างฐานะได้ไว จึงแยกครอบครัวได้ไว

ลูกเขย ไม่มีใครอยากจะ “ชูพ่อเฒ่า ” เลย เพราะทุกข์ยากทั้งกายและใจ สำรวมทุกอริยาบท ต้อง“คะลำ ”หลายอย่าง ทำงานสารพัด จนมีคำพูดว่า “เล็กอยู่เฮินว้าเขย”(เหล็กอยู่เรือนเรียกว่า พร้า ข้าอยู่เรือนเรียกว่า เขย) เสมือนว่าเขย คือขี้ข้าคนหนึ่งในเรือน ความทุกข์ยากของเขยชูพรรณาไว้เป็นผญาอีสาน ดังนี้ “ เป็นเขยนี้ทุกข์ยากหัวใจ เฮ็ดแนวใดย่านแต่เพิ่นว่า ( ทำอะไรกลัวแต่ท่านว่า )

สานกะต่ากะด้งกะเบียน อยู่ในเฮือนมุมุบมุม้าย ( อยู่ในเรือนแบบเจียมตัว ก้มหน้าอยู่ )

บ่ว่าฮ้ายมันแม่นอีหลี ( ไม่ได้ใส่ความ เพราะมันเป็นความจริง )

แต่หัวทีเกินอุกเกินอั่ง ( ในหัวคิดมีแต่ความกลัดกลุ้ม )

นั่งบ่อนใดย่านแต่ผิดแม่เฒ่า ( นั่งตรงไหนกลัวแต่ผิดแม่ยาย )

ชาวมือกะบ่ติง (๒๐ วันก็ไม่ไหวติง ( อยู่อย่างเจียมตัว ))

เถิงบาดยามกินข้าวสองสามคำกะพัดอิ่ม ( ยามกินข้าว ๒-๓ คำก็อิ่ม )

ชิมอันนั้นอันนี้หนี้จ้อยบ่อยู่คน ( ชิมถ้วยนั้นถ้วยนี้หนีไปไม่อยู่นาน )

ฝูงหมู่คนกินข้าวนำกันก็เหลียวเบิ่ง ( ฝูงหมู่คนกินข้าวด้วยกันก็เหลียวดู )

ส่งบาดยุ้มบาดแย้มแนมเจ้าว่าจังใด (ส่งยิ้มเป็นนัยๆว่าเจ้าเขยเป็นอย่างไร ละอายหรือเปล่า)”

ในปัจจุบันนี้เขยชูประเภทที่ออกเรือนได้ จะออกเรือนเร็วกว่าอดีต เพราะหาเงินหาทองเพื่อสร้างฐานะได้เร็วกว่าอดีต ถึงแม้จะมีการชูพ่อเฒ่า พ่อเฒ่าก็หัวสมัยใหม่พยายามทำให้ลูกเขยอยู่อย่างสบายใจเป็นกันเอง สำหรับฮีตสำคัญก็ยังปฏิบัติอยู่ เช่น ห้ามกระทำบางอย่างบนบ้านพ่อตา เช่น ลับพร้า ขัดฟักพร้า ดีด สี ตี เป่า ร้อง รำ ทำเพลง จับมือถือแขนน้องสาวภรรยายังห้ามทุกกาลเทศะ

บทบาทของสมาชิกครอบครัว บทบาทของสมาชิกครอบครัวนั้นจะแยกกล่าวแต่ละบุคคลดังนี้

๑. ผู้ที่เป็นสามี บทบาทต่อครอบครัว มีบทบาทในการเป็นผู้นำครอบครัว ต้องเป็นคนขยันทำมาหากิน “เฮ่อตืนติ๊กลุกเช้า ” (ให้ตื่นดึก ลุกเช้า) “ตึนมื้อเช้าเฮ้อได้ ๙ ทางหยาม” ( ตื่นเช้าให้ได้ ๙ ทางไปหาอยู่หากิน หาเงินหาทอง)ไม่เป็นคนละเลย ไม่นิ่งดูดาย “มีเฮ่อก้มหน้าอยู่ด๋ายหงายตาอยู่เบา ” (ไม่ให้ก้มหน้าอยู่ดาย หงายตาอยู่เปล่า)ไปนั่นมานี่ให้รู้จักมองหาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แล้วนำมาใช้ คือ“ไป๋ด๋งอย่าได้มาเปา ไปเลาอย่าได้มาด๋าย เฮ่อฮักไม้ต๋ายมาแก้งก้นหม้อ” (ไปดงอย่ามาเปล่า ไปเหล่าอย่ามาดาย ให้หักไม้ตายมาชำระก้นหม้อ คือ เอามาเป็นฟืน ) ให้เป็นคนมีความเพียร ประกอบสิ่งใดก็ทำให้สำเร็จ คือ “ค๋ำน้ำมิเฮ่อเอ็ดก้นฟู จกฮูมิเฮ่อเอ็ดมือสั้น”(ดำน้ำอย่าให้ก้นฟู ล้วงรูอย่าทำมือสั้น) เหล่านี้ล้วนเป็นคำสั่งสอนของผู้เฒ่าผู้แก่ตั้งแต่โบราณนานมา ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ โดยเฉพาะจะสอนเน้นในตอนผู้จะเป็นเจ้าบ่าวตอนเข้าพิธีแต่งงาน นอกจากนี้ยังต้องดูแลให้ความคุ้มครองแก่ภรรยาและบุตร คือ ปฏิบัติตนเป็นสามีที่ดีภรรยา เป็นพ่อที่ดีแก่บุตร ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ให้สมกับเป็นช้างเท้าหลัง

บทบาทต่อบุพการี ต้องให้ความเคารพ ให้การดูแลเอาใจใส่ให้การเลี้ยงดูพ่อแม่ของตนเองสมเองกับเป็นลูกที่ดี พ่อแม่ของภรรยา คือ พ่อตาและแม่ยาย ยิ่งให้ความยำเกรงเป็นพิเศษในอดีตถึงขั้นเอาผีเรือนมาว่าเลย ถ้าเขยทำไม่ดีไม่งามจะผิดผีเรือน ต้อง“เม๋อ”(ปรับไหม) สิ่งที่เขยทำแล้วผิดนั้นเป็นการกระทำที่บ้านพ่อตา เช่น ห้ามลับพร้า ใส่หมวก ขัดมีดขัดฝักพร้า ร้องรำทำพลง ดีดสีตีเป่า เดินเตะเตี่ยวลอยชาย (นุ่งผ้าขาวม้าไม่เหน็บชาย) ใส่รองเท้าย่ำบนบ้าน จับมือถือแขนน้องสาวภรรยา ละลาบละล้วงกระด้างกระเดื่องต่อฝ่ายพ่อตา มีคำสอนอยู่ว่า “เซ้อพ้อแม้ลุงต๋า โต๋ท้อก้อย น้อยท้อทู เฮ่อเคารพย๋ำแหยง” (เชื้อสายทางพ่อตาตัวเท่านิ้วก้อย น้อยเท่าไม้ตะเกียบ ให้เคารพยำเกรง) ในปัจจุบันนี้ที่กล่าวมาทั้งหมดก็ยังถืออยู่ เพียงแต่ไม่ค่อยจะอ้างผี (ข้อห้ามเหล่านี้ที่จริงก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมทั้งนั้น )

บทบาทของภรรยาต่อครอบครัว ถึงแม้ภรรยาจะเป็นผู้ “อยู่กับเหย้า เฝ้ากับเฮิน” (อยู่กับเหย้า เฝ้ากับเรือน) แต่รับภาระหนัก เช่น เลี้ยงลูก หุงหาอาหาร ตักน้ำตำข้าว “น้ำมิเฮ่อฮาดแอง แกงมิเฮ่อฮาดหม้อ”(น้ำไม่ให้ขาดแอ่ง แกงมิให้ขาดหม้อ) ซักเสื้อผ้าเก็บกวาดเหย้าเรือน จัดหาเครื่องนุ่งห่มตั้งแต่ อิ้วฝ้าย ปั่นฝ้าย ทอผ้า ตัดเย็บ (ด้วยมือ) จนสำเร็จเป็นเครื่องนุ่งห่มได้ ยังไปช่วยงานสามีนอกบ้านด้วย เช่น งานไร่งานสวน ทั้งยังต้องปรนนิบัติพ่อปู่แม่ย่าอีก ในปัจจุบันนี้ก็ยังเหมือนเดิม แต่มีเปลี่ยนแปลงไปบ้าง คือ ภรรยาบางคนก็ออกไปทำงานนอกบ้านเทียบเท่าสามี โดยฝากการเลี้ยงดูลูกให้กับปู่ ย่า ตา ยาย สาเหตุการเปลี่ยน แปลงก็เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจรัดตัวถ้าปล่อยแต่สามีหาเลี้ยงครอบครัวก็คงจะลำบาก

บทบาทต่อชุมชน ในอดีตภรรยาไม่ค่อยจะมีบทบาทต่อชุมชน เพราะได้รับการอบรมสั่งสอนให้รู้หน้าที่แม่บ้าน ให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจและสังคม ถ้าขลุกแต่ในบ้านก็จะไม่ทันสมัย หูไม่กว้าง ตาไม่ไกล บางครั้งก็เสียผลประโยชน์ต่อครอบครัวด้วย เช่น การเป็นกลุ่มสมาชิกกลุ่มแม่บ้านต่างๆ การเข้าร่วมพัฒนาหมู่บ้าน การเข้ารับการอบรมความรู้ด้านต่างๆ เป็นต้น

บทบาทต่อบุพการี ให้ความอุปการะญาติพี่น้องทั้งฝ่ายตนและฝ่ายสามีเหมือนครอบครัวทั่วไป

บทบาทต่อบุตร ภรรยาจะเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับลูกมากกว่าสามี เพราะเป็นผู้เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด ดังนั้นการอบรมสั่งสอนลูกจะเป็นหน้าที่ของภรรยามากกว่า การอบรมเลี้ยงดู ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ผู้ที่รับภาระหนักที่สุดก็คือ แม่ การหาพี่เลี้ยงยังไม่มี ถ้าจำเป็นทั้งพ่อทั้งแม่มีภาระหนัก เช่น ต้องออกดำนาก็ให้ปู่ย่าตายาย หรือน้องสาว หรือลูกหลานที่โตพอที่จะดูแลเด็กได้แล้วเป็นผู้เลี้ยงดูชั่วคราว อาหารการกินสำหรับลูกนั้น แยกเป็นระยะดังนี้ (ไม่กล่าวถึงนมแม่ ซึ่งเป็นอาหารหลักออยู่แล้ว )

- ทารกอายุ ๑ สัปดาห์ ถึง ๘ เดือน ให้กินข้าวหมก ข้าวหมกนี้มาจากข้าวเหนียวแม่จะเอามาเคี้ยวจนละเอียดแล้วคายใส่ใบตองไม้เป้า (เป็นใบเรียบยาวกว้างหาได้ง่ายใกล้บ้าน) ๑ มื้ออาจเคี้ยว ๕- ๖ คำใหญ่ แล้วห่อแบบห่อหมก เอาไม้ปี้งหนีบแล้วไปย่างไฟจนสุก กลิ่นรถหอมหวานอร่อยมาก

- อายุประมาณ ๙ เดือน ถึง ๑ ปีครึ่งให้กินข้าวย่ำ ย่ำ(เสียงนาสิก) เป็นภาษาอีสาน คือเคี้ยว การป้อนข้าวย่ำคือการที่แม่ หรือพ่อเอาข้าวมาย่ำ พร้อมกับคือเนื้อปลา ไก่ เป็นต้น ให้ละเอียดเข้ากันแล้วคายออกให้ลูกกิน ดังนั้นเมื่อลูกไม่อยู่ในโอวาทพ่อแม่มักจะดุด่าลูกว่า “เสแฮงกูย่ำข้าวป้อนเห้าปากกู๋แซบแต๊ะ ยังได้คายเฮ่อกิ๋น...” ( เสียแรงกูเคียวข้าวป้อน เข้าปากกูแสนที่จะอร่อย ก็ยังคายให้กิน )

- อายุประมาณ ๒ ปี ก็ให้อดนม อายุ ๓ ปี ก็กินเองได้อย่างพ่อแม่เพียงแต่ลดรสเผ็ด

ในอดีตบทบาทในการอบรมลูกหลานนี้ ไม่มีรูปแบบที่เแน่นอน คือ จะอบรมสั่งสอนตามสถานการณ์ บางครั้งก็เอาสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมาสั่งมาสอน ยกเอาบุคคลอื่นมาอ้าง หรือ เอานิทาน หรือคำสุภาษิตโบราณขึ้นมาสั่งสอน ที่อบรมสั่งสอนที่ใช้บ่อยที่สุดคือ ที่ พาข้าว เพราะตอนนั้นลูกๆ จะพร้อมกัน

ด้านศีลธรรมจรรยา ไม่ว่าลูกหญิงลูกชายจะได้รับการอบรมเหมือนกัน คือ ให้มีสัมมาคารวะทุกอริยาบทให้สำรวม เช่น การยืน ต้องดูกาลเทศะ ใกล้ผู้ใหญ่ห้ามยืนใกล้ (มิเห้อยืนโท่มเก้า โท้มโห) ไม่ให้ยืนท่วมเกล้าท่วมหัว พูดกับผู้ใหญ่ถ้าผู้ใหญ่นั่ง ต้องนั่งพูดด้วย สำหรับหญิงจะเน้นพิเศษอีก คือ“อย่ายื๋นเค่อปอง”อย่ายืนใกล้ช่องกระดาน(พื้นเรือน)) คงจะกลัวผู้ชายแอบเข้าไปส่องที่ใต้ถุน ไม่ให้ยืนกลางแดด (เช้า หรือ บ่าย) มีคำสอนว่า“ขี้ค้านอย่าเอ็ดนาฮิมทาง นุ้งซีนบ๋างอย่ายื๋นก๋างแดด”(ขี้คร้านอย่าทำนาริมทางนุ่งซิ่นบางอย่ายืนกลางแดด)เพราะถ้าแสงแดดเข้าทางหน้าหรือทางหลังคนผู้ทางตรงข้ามจะมองเห็นเงาขาในผ้าถุง

การเดิน ไม่ให้เดินท้าวหนัก “อย่าย้างสะลื๋งตึ๋งตั๋ง” (อย่าเดินแบบม้าดีดกะโหลก ) เดินผ่านหน้าผู้ใหญ่ต้องก้มตัวลง ถ้าอยู่ใกล้ให้เดินเข่าหรือคลาน “ย้างก๋ายหน้าก๋ายต๋าผู้ใหญ่ พอก้มเห้อก้ม พอคา” การนั่ง ชายให้นั่งขัดสมาธิ หญิงให้ “นั่งตะมอ”(นั่งพับเพียบ ) ถ้านั่งกินข้าว (กับพื้น ) เป็นเด็กไม่ว่าหญิงหรือชายให้นั่งพับเพียบหมด นอน หญิงห้ามนอนในที่เปิดเผย ถ้านอนที่เปิดเผยให้ระมัดระวังให้นอนตะแคง ผ้าถุงเหน็บหว่างขา ห้ามนอนหงาย ห้ามนอนใกล้ “ป่อง”( ช่องกระดานพื้นเรือนหรือช่องข้างฝา)กลัวจะถูกชาย“จก”(ล้วง) ผู้ชายไม่ค่อยมีการห้ามเรื่องการนอน แต่ไม่ว่าหญิงหรือชายจะมีสถานที่ห้ามนอน คือ ใต้ขื่อบ้าน เพราะขื่อบ้านเป็นสิ่งที่วางศพ แม้แต่พาข้าวก็ห้ามวางใต้ขื่อ และอีกอย่าง ห้ามนอนเอามือทับหน้าอก เพราะผีจะอำ (ผีทับ) ทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะอารยธรรมตะวันตกเข้ามา การพูด ชาวผู้ไทยเมื่อ ๔๐ ปี ก่อนมักใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งว่า กู บุรุษที่สองใช้คำว่า *** ลูกพูดกับพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ก็ใช้คำนี้ ส่วนคำว่า ข้อย และ เจ้า เป็นคำพูดที่สุภาพมาก จะใช้อยู่ระหว่างบ่าวสาว คู่ผัวเมีย ลูกเขยกับพ่อตาแม่ยาย ลูกสะใภ้กับพ่อปู่แม่ย่า ปัจจุบันเปลี่ยนไปเพราะการศึกษาเจริญขึ้น คำว่า กู *** ที่เด็กใช้กับพ่อแม่ไม่ได้ยินอีกแล้ว

วัฒนธรรมการกิน แหล่งที่มาของอาหารการกิน ชาวผู้ไทยเป็นคนที่พิถีพิถันในเรื่องการเลือกทำเลที่จะตั้งหมู่บ้านจะต้องเป็นที่ราบใกล้ภูเขาหรือแหล่งน้ำ ในอดีตแหล่งอาหารก็ใกล้บ้านนั่นเอง พวกสัตว์บกสัตว์น้ำ เก้ง หมูป่า กระรอก กระแต มีให้เห็นอยู่ทุกวัน หาได้ง่าย และมีกินบ่อย พืชผักต่างๆ ก็มีมาก ทั้งพืชบ้าน พืชสวน พืชป่า ดังมีผญาคำสอนบทหนึ่งว่า “อย่าไป๋เก็บดอกหว่านบ้านเพิ๋นมาบ๋าน เฮ่อเจ้ายื๋นงอยชานเก็บดอกกะเจ๋วฮิมโฮ้” (อย่าไปเก็บดอกหว่านบ้านอื่นมาบ้าน ให้เจ้ายืนที่ชานเก็บดอกกระเจียวริมรั้ว) ชี้ให้เห็นว่าสมัยก่อนดอกกระเจียวก็เก็บเอาที่ริมรั้วติดกับชานบ้าน แสดงว่าอุดมสมบูรณ์มากจริงๆ

อาหารจำพวกเนื้อสมัยอดีตไม่ค่อยได้กิน หมู เป็ด ไก่ วัว ควาย มีมากมาย แต่ไม่มีใครฆ่ากิน อาจจะเป็นเพราะเคร่งศีลธรรมก็ได้นานๆ ที เช่น มีงานบุญ บุญกฐิน บุญพระเวส ฆ่าทีหนึ่ง ผู้ที่ฆ่าขายก็หายากเต็มที ฆ่าแล้วก็ไม่ค่อยมีผู้ซื้อ สมัย ๔๐ ปีมาแล้วเนื้อวัวควายราคาถูกมาก ซื้อ ๑๐ บาทได้เนื้อ ๑ หาบ หมูโตเต็มที่ตัวละ ๒๐๐ บาท ไก่ตัวใหญ่ตัวละ ๕ บาท ในสมัยปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมากผู้คนมากขึ้นของกินก็หายากระบบการซื้อขายเข้ามา ผู้คนจึงหาซื้อกันที่ตลาดเป็นส่วนมาก

อุปนิสัยในการกิน ชาวผู้ไทยมีอุปนิสัยในการกินแบบเรียบง่าย และในการกินอาหารก็เหมือนอีสานทั่วๆ ไป คือ กินข้าวเหนียว นั่งกินกับพื้น ไม่มีช้อนกลาง ช้อน ๒-๓ คัน เปลี่ยนกันซด บางครอบครัวก็กินในห้องครัว บางครอบครัวก็กินที่ระเบียงหน้าบ้าน ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง บางครอบครัวที่มีฐานะดีหน่อยก็มีโต๊ะอาหาร ( บางทีกินข้าวเจ้า) คือ พยายามปรับตัวเหมือนกับคนภาคกลาง

ความเชื่อเกี่ยวกับอาหาร ชาวผู้ไทยมีความเชื่อเกี่ยวกับอาหารที่จะต้อง “คะลำ” เพราะมีความเชื่อว่าอาหารบางชนิดกินเข้าไปแล้วจะทำให้ผิดต่อโรค โดยเฉพาะ “แม่อยู่คำ” (ผู้หญิงที่กำลังอยู่ไฟ) จะกินแต่ข้าวจี่ หน่อข่า ผักต่างๆ ปูจี่ กบ เขียด ยังพอกินได้ แต่ในปัจจุบันนี้ได้รับการอบรมด้านโภชนาการ ความเชื่อก็เปลี่ยนไปบ้างแล้ว แต่กระต่ายและเก้ง ในปัจจุบันก็ยังกินไม่ได้ ซึ่งถ้ากินเข้าไปแล้วจะ“ผิดกรรม”

ที่อยู่อาศัย สภาพบ้านเรือนของชาวผู้ไทยในอดีตสมัย ๔๐ ปี มาแล้วเป็นเรือนทรงมนิลา คือ มีหลังคาทรงเหลี่ยมยอดแหลมดั้งสูง ใต้ชานสูงประมาณ ๒ เมตร มีฝาล้อมรอบ มีประตูหน้าบ้านเข้า ๒ ประตู มีหน้าต่างแห่งเดียวเล็กๆ พอเอาศีรษะลอดเข้าออกได้ ภาษาผู้ไทยเรียกว่า“ประตูบอง” ถ้าเป็นบ้านของผู้มีฐานะหน่อยหน้าต่างจะสูงเท่าประตูตรงหน้าต่างจะมี“เสาปากช้าง”หรือ“เสาคาช้าง”ค้ำทอดบ้านตรงหน้าต่าง ภาษาผู้ไทยเรียก“หอนทอด” จะตีติดเคร่า เสาคางช้าง หรือ ปากช้างจะปาดเป็นบ่าค้ำทอดไว้จะเป็นเสาใหญ่กว่าเสาบ้านทุกต้น เป็นเสาโชว์พิเศษสลักเสาลวดลาย ปลายเสาจะปาดเป็นรูปกลีบบัว หรือ กาบพรหมศร ชาวผู้ไทยในอดีตอาจจะยังไม่รู้จักลายไทยเมื่อเห็นเป็น รูปคล้ายปากช้าง หรือคางช้าง ก็เลยเรียกเสาคางช้าง หรือเสาปากช้าง มีระเบียงยื่นออกมาด้านหน้า ภาษาผู้ไทยเรียกว่า “เก๋ย” หลังคาระเบียงถ้าต่อจากหลังคาเรือนใหญ่ลาดลงมาเรียกว่า “หลังคากะเทิบ” ถ้าหลังยกเป็นหน้าจั่วยอดแหลมเหมือนเรือนใหญ่จะเรียก“หลังคาโหลอย”(หลังคาหัวลอย) เรียกทั้งตัวบ้านว่า“เฮินโหลอย”(เรือนหัวลอย) ระหว่างหลังคาเรือนใหญ่และหลังคาหัวลอยจะมีรางน้ำซึ่งเจาะต้นไม้ทั้งลำแบบหลัง คากะเทิบจะเป็นบ้านของผู้ที่มีฐานะไม่คอยดี บ้านหลังคาหัวลอย หรือเรือนหัวลอยจะเป็นบ้านของผู้ที่มีฐานะดี นอกจากนั้นก็ดูที่ฝาและหลังคา ถ้าฝาและหลังคาเป็นกระดานแสดงว่ามีฐานะดี ถ้าหลังคามุงด้วยหญ้า ฝาเป็นฝาขัดแตะแสดงว่าฐานะไม่ดี

“เฮินซู”(เรือนสู่) เป็นบ้านอีกรูปทรงหนึ่งซึ่งสร้างแบบง่ายๆ“เสาไม้เมาะ แตะไม้ลื่ม” (เสาไม้มอก ตอกไม้ลิ่ม-มอก คือ กระพี้ , ไม้ลื่ม คือ ไม้ไผ่ที่ยังไม่แก่) เสาทำด้วยต้นไม้เนื้อแข็งที่ต้นยังเล็กอยู่ขนาดพอดีเป็นเสาโดยไม่ต้องถากเพียงแต่ปอกเปลือก (เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐ ซม. ) ตัดหัวท้ายยาวตามขนาดที่ต้องการ การเข้าไม้ประกอบเป็นตัวบ้านไม่ใช้ตะปู (เพราะในอดีตไม่มีตะปู) จะใช้“เคออู้ย”(เครืออู้ย–เถาวัลย์ชนิดหนึ่งเหนียวมาก) และ“เตาะไม้ลื่ม” คือเอาไม้ไผ่ที่ยังไม่แก่อายุประมาณ ๑๐-๑๒ เดือน มาจักเป็นตอกมัด ตอกไม้ลื่มจะเหนียวไม่เปราะเหมือนตอกไม้แก่ (ไม้แก่ผู้ไทยว่า ไม้กล้า) ตัวไม้ทำโครงบ้านก็เหมือนบ้านโบราณดั้งเดิมทั่วไป คือ หลังคามุงหญ้าคา ฝาเป็น“ฝาพะล่าน”ไม่มีเกย ไม่มีชาย ไม่มีเรือนครัว เฮินซู เป็นบ้านที่เขยมาสร้างไว้ก่อนแต่งงาน สร้างให้เฉพาะลูกเขยที่จะมา“ซูพ่อเฒ่า”(สู่พ่อตา) คือ ลูกเขยที่แต่งงานแล้วขออาศัยอยู่กับพ่อตาชั่วคราว เมื่อพอเลี้ยงตัวได้แล้ว หรือบางทีอยู่ ๒-๓ ปีก็ขยับขยายไปสร้างบ้านใหม่ในที่อื่น บางทีพ่อตากลัวลูกสาวลำบาก ลูกเขยสร้างบ้านใหม่ก็ให้สร้างบริเวณที่ดินพ่อตาเลย กล่าวถึงการสร้างเฮินซูนั้น เมื่อหาวัสดุพร้อมแล้ว ก็จะวานเพื่อนบ้านมาช่วยกันคนละไม้คนละมือให้เสร็จภายในวันเดียว ปัจจุบันไม่มีการตั้งเฮินซูแล้ว ประการแรกเพราะเขยก็จะอยู่ร่วมบ้านเดียวกับพ่อตา โดยยกห้องใดห้องหนึ่งให้ ประการที่สองไม่ค่อยมีการซูพ่อเฒ่า ในปัจจุบันนี้บ้านรูปทรงดังกล่าวนี้หายากแล้ว เพราะผู้ที่สร้างบ้านใหม่ก็จะสร้างตามสมัยนิยมกันหมด

ประโยชน์ใช้สอยบ้าน บ้านชาวผู้ไทยเมื่อสมัย ๔๐ ปีมาแล้วแบ่งประโยชน์ใช้สอย ดังนี้

ห้องใน เรียกว่า“โก๋ง”ภายใน“โก๋ง”จะกั้นเป็นห้องนอนอีก มี ๑ ประตู ผู้ไทยเรียกว่า“โก๋ง โส้ม” สำหรับเป็นที่นอนของลูกสาว บางบ้านภายใน“โก๋งโส้ม”อาจจะกั้นห้องหรือเอาตู้ กั้นให้เป็นที่นอนของพ่อแม่ด้วย ข้างโก๋งโส้มอาจจะทางซ้ายหรือขวาเรียกว่า“ฮอง”เป็นที่นอนของพ่อแม่หรือลูกชาย

ห้องนอกหรือเกย ภาษาผู้ไทยว่า “ เก๋ย ” ไม่มีฝา มีแต่หลังคาเป็นที่นั่งเล่น เป็นที่รับแขก เป็นที่รับประทานอาหาร หรือกั้นเป็นห้องให้ลูกเขยอยู่

“เฮินไฟ ”(เรือนครัว) จะตั้งต่อจากเกยออกไป บางหลังคาเรือนอาจจะตั้งแยกออกไป มีเพียง

กระดาน ๑-๒ แผ่นพาดเชื่อมกับเกย เนื้อที่ภายใน “เฮินไฟ” นั้นมีเตาไฟ มีลักษณะเป็นกะบะยกพื้นสูง สูงขึ้นจากพื้นเรือนครัวประมาณ ๕-๑๐ ซม. กว้าง ๑x๑ เมตร ขอบกะบะสูงประมาณ ๑ คืบ ใส่ดินให้เต็มเพื่อป้องกันไฟไหม้พื้น ที่ก่อไฟนั้นอยู่กลางล้อมด้วยก้อนเส้า ๓ ก้อน เป็นที่วางหม้อหรือบางทีใช้ “เคง”(เคียง) คือ ที่วางหม้อเวลาต้มแกง เป็นที่วางที่เป็นเหล็กมี ๓ ขา ด้านบนขาจะเชื่อมติดกับแผ่นเหล็กบาง งอเป็นรูปวงกลมเป็นที่สำหรับรับก้นหม้อ รอบตามฝาเรือนครัวจะวางสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น กระติบข้าว ตะกร้า ไหปลาร้า ไหเกลือ เป็นต้น เหนือเตาไฟจะมีห้างสูงระดับหน้าผาก มีไว้สำหรับห้อยเนื้อที่จะทำเนื้อแห้ง ห้อยข้อง ตะกร้าที่เพิ่งสานใหม่ๆ เพื่อป้องกันแมลงกินไม้ เช่น มอด มิให้มากินข้อง ตะกร้า ฯลฯ เหล่านี้

ชาน (ซาน) เป็นพื้นที่ต่อกับเกยหรือเรือนครัว สำหรับวางตุ่มน้ำดื่ม น้ำอาบ น้ำใช้ ริมชานมัก จะวางรางผัก ไม่มีหลังคาไม่มีฝา พื้นชานจะต่ำกว่าเกยหรือเรือนครัว มีบันไดเรียกว่า“ขั้นบันได๋ซาน ”

การใช้บริเวณบ้าน อดีตเมื่อ ๔๐ ปีมาแล้วการใช้บริเวณบ้านของชาวผู้ไทยพอกล่าวได้ดังนี้

๑. ใต้ถุนบ้านจะเป็นที่ผูกควาย คือ ทำเป็นคอกควาย โดยตีไม้ล้อมรอบ มีประตูซัด เอาเสาบ้านเป็นเสาคอกและมีเสาเสริมอีกเพื่อให้แข็งแรง บางคนที่ไม่ชอบผูกวัวควายไว้ใต้ถุนบ้าน ก็ออกผูกนอกใต้ถุนข้างๆ บ้าน เรียกว่า “ แลงควาย ” (แหล่งควาย) หรือ “แลงโง ” ( แหล่งวัว )

๒. ด้านหลังบ้าน หรือด้านข้างจะสร้าง “เล้าข้าว” ( ยุ้งข้าว ) ใต้ยุ้งข้าวจะทำเล้าไก่หรือเล้าหมู

๓. หน้าบ้านปล่อยโล่งไว้นั่งผิงแดดเรียกกว่า“ลานหน้าบ้าน”มีปลูกไม้ยืนต้นบ้างพอเป็นร่ม

ความเชื่อเกี่ยวกับบ้าน ในอดีตชาวผู้ไทยยังคงมีความเชื่อเกี่ยวกับบ้าน ดังนี้

๑. เกี่ยวกับไม้ที่จะนำมาสร้างบ้านนั้น จะห้ามเอาไม้ดังต่อไปนี้มาสร้างบ้าน เช่น ไม้ฟ้าผ่า ผู้ไทยเชื่อว่าไม้ที่ถูกฟ้าผ่านั้นเพราะ “ มันเข็ด มันขวง” (มันอัปปรีย์จัญไร) ไม้แยงเงา (ไม้ส่องเงา )คือ ต้นไม้ ที่อยู่ริมห้วย ลำต้นเอนเข้าหาลำห้วย ( อาจจะเป็นเพราะโค่นยาก ปล้ำยาก อันตราย) ไม้ที่ชื่อไม่เป็นมงคล เช่น ไม้กระบก คำว่า “บก” คือ บกพร่องหรือขาด นำมาสร้างบ้านจะทำให้สร้างไม่ขึ้น ขาดเขินอยู่เป็นประจำ

๒. เกี่ยวกับการใช้บ้าน ห้ามวางพาข้าวหรือนอนใต้ขื่อ (ยังหาคำอธิบายไม่ได้) ศพจะวางไว้ใต้ขื่อ อันนี้คิดว่าตรงใต้ขื่อมันจะตรงกับคานของบ้านพอดี ซึ่งจะรับน้ำหนักของ***บศพได้ดีกว่าบริเวณอื่น ส่วนประกอบ เช่น บันได จำนวนขั้นบันไดจะเป็นจำนวนคี่ เช่น ๕ ขั้น ๗ ขั้น ๙ ขั้น เป็นต้น

ยารักษาโรค ในอดีตการแพทย์ยังไม่เจริญ ชาวผู้ไทยเมื่อเจ็บป่วยก็ทำการรักษาเยียวยาตามความเชื่อ หรือ ทางด้านสมุนไพร การรักษาด้วยสมุนไพรนี้ อาศัยความรู้ และประสบการณ์ของบรรพบุรุษสืบทอดต่อๆ กันมา บางคนมีความรู้มากในด้านสมุนไพรรักษาโรค จนรักษาโรคด้วยสมุนไพรได้ ผู้ไทยเรียกว่า“หมอฮะไม้” (หมอรากไม้ ) และยังมีหมอเฉพาะโรค เช่น หมอกระดู หมอหมากไม้ (รักษาด้วยหมากไม้)

วัสดุและแหล่งที่มา วัสดุก็เป็นพืชต่างๆ และบางอย่างก็ได้จากสัตว์ ซึ่งหาได้จากป่า และภูเขาใกล้บ้าน การใช้ตัวยาสมุนไพรที่ได้จากพืชมีการใช้ไม่เหมือนกัน บางชนิดใช้รากบางชนิดใช้ลำต้น บางชนิดใช้ทั้งราก ลำต้น ใบ ดอก ผล และวิธีใช้ก็มีทั้งต้ม แช่น้ำ ฝน อาบ ดื่ม ทา แล้วแต่โรค และแล้วแต่สมุนไพร

ความเชื่อเรื่องยารักษาโรค หมอรักษาโรคในอดีตนั้นยังมีความเชื่อในเรื่องของการรักษาหรือฮีต คลองอยู่ ถ้าผิดฮีตแล้วจะรักษาไม่หาย แต่หมอจะพูดว่า“ผิดครู ผิดคาย” คำว่า “คาย หรือค่ายกครู ” ซึ่งจะขอแยกกล่าวกระบวนการดังนี้

๑. การไปหาหมอต้องมีดอกไม้เทียนคู่ คือ ดอกไม้ ๑ คู่ เทียน ๑ คู่ ไปหาอย่างกิจลักษณะจนถึงบ้าน ยกเว้นจำเป็นจริงๆ พบกันที่กลางบ้านก็พากันที่กลางบ้านเลยก็ได้ แต่ต้องมีดอกไม้เทียนคู่ดังกล่าว

๒. ฝ่ายผู้ป่วยต้องแต่งคาย จำนวนเงินใส่ในคายตามที่หมอบอก เงินใส่คายนี้จะเกิดที่ครูบอกไม่ได้ เช่น ๖ สลึง ๑๒ บาท เป็นต้น ส่วนค่าป่วยการของหมอนั้นแล้วแต่ฝ่ายผู้ป่วยจะให้ ค่าป่วยการผู้ไทยเรียกว่า “ ค้าเซิงติ๋น” (ค่าเชิงตีน ) และหมอรากไม้ทุกคนมักจะมีมนต์ในการรักษาด้วย

๓. รื้อคาย จะรื้ออยู่ ๓ กรณี คือ คนไข้หาย คนไข้ไม่หาย คนไข้ตายก็รื้อได้

๔. เครื่องยาบางอย่างมีข้อ “คะลำ” อยู่ตั้งแต่การไปหาการใช้ เช่น น้ำมันงา ห้ามหญิงแตะต้อง การคั้นน้ำมันงาต้องให้ผู้ชายหา เมื่อนำไปใช้ก็ต้องเก็บไว้ให้ดีไม่ให้ผู้หญิงไปถูกต้อง ไม่เช่นนั้นมันจะไม่ขลังในปัจจุบันนี้ ผู้ที่เป็นหมอรากไม้หายาก เนื่องจากการสาธารณสุขไปถึงชนบท ผู้ป่วยจะไปโรงพยา บาล จะมีก็เพียงผู้ที่รู้เกี่ยวกับสมุนไพรรากไม้บางอย่าง และหาต้มดื่มเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเท่านั้น

หมอเป่า หมอทรง หมอธรรม ในกลุ่มชาวผู้ไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏมีผู้มีอาชีพแพทย์แผนโบราณโดยเฉพาะ มีเพียงผู้มีความรู้เรื่องสมุนไพร รากไม้ รากยา พอช่วยเยียวยาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยแล้วได้ค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นสินน้ำใจ ถ้าทางฝ่ายคนไข้ไม่มีเงินก็รักษาฟรีเอาพี่เอาน้องไว้

ในอดีตยังมีหมออีกประเภทหนึ่งที่รักษาคนไข้ด้วยการใช้คาถาเป่า ( เรียกว่า หมอเป่า ) คนป่วยเป็นไข้ ตกต้นไม้ ควายชน แข้งหักขาบวมช้ำ หมอก็ใช้คาถาเป่าได้ ชาวบ้านในอดีตมักจะไปหามหมอมาเป่า ในเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยในสมัยอดีตมักจะโยนให้ผี ที่ถูกใส่ความบ่อยที่สุด คือ ผีปอบ และผีป่า

ผีปอบ คือ คนที่เรียนคาถาประเภทเดรัจฉานวิชา และ“คะลำ”ถือปฏิบัติตามที่ครูบอกไม่ได้ เมื่อเป็นปอบแล้ว จะมีวิญญาณลึกลับอยู่ในตัวคนนั้น และเป็นวิญญาณร้ายที่ออกหากินคน ผู้ที่ถูกกินจะป่วยลงเมื่อหาหมอเป่าคนป่วยก็จะเพ้อออกมาว่าเป็นผู้นั้นมาเข้า การที่คนป่วยเพ้อออกมาผู้ไทยเรียกว่า “เอาะป้ะ” (ออกปาก) หมอเป่าก็จะใช้คาถาเป่า คุมจนปอบยอมออกจากร่าง เมื่อปอบออกจากร่าง แล้วคนไข้ลุกขึ้นนั่งเดินได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นป่วยนอนซมอยู่ไปไหนมาไหนไม่ได้

ผีป่า เป็นผีที่สิงสถิตอยู่ในป่า ต้นไม้ใหญ่ ถ้าคนไปทำผิด เช่น ไปตัดไม้ หรือไปกวนบ่อน้ำในแหล่งน้ำซับกลางป่า หรือของป่าบางอย่าง ผีป่าก็จะเข้าทับร่างทำให้เป็นไข้ได้ป่วย หรือบางทีเห็นหญิงสาวสวยผีป่ารัก ก็เข้ามาทับร่างได้เหมือนกัน อาการป่วยก็เหมือนผีปอบ แต่พอเป่าคนไข้เพ้อไปทางป่าว่าอยู่ที่นั่นต้นไม้นั่น หนองน้ำนี่ “พวกสูไปรื้อบ้านกู” ( ตัดต้นไม้ ) เป็นต้น หมอก็จะคุมจนออกเช่นกัน

หมอทรง เป็นหมอที่ทำพิธีอัญเชิญวิญญาณต่างๆ ตามที่ผู้มาหาบอก เพื่อให้เข้าร่างหมอทรงแล้วจะได้บอกกล่าวเรื่องราวระหว่างวิญญาณกับผู้มาหาหมอ

หมอธรรม เป็นหมอที่นั่งทรงทางในเพื่อดูดวงชะตา หรือสิ่งที่มากระทำต่อคนใดคนหนึ่งที่มาหาหมอ หรือไล่เลขไล่ยาม ผู้ไทยเรียกว่า “นั่งธรรม” หมอธรรมจะเป็นสื่อระหว่างวิญญาณกับคน คล้ายหมอทรง แต่ไม่มีพิธีสลับซับซ้อนเท่าหมอทรง

การเหยา เป็นพิธีกรรมในการรักษาคนป่วย ของคนอีสาน เพราะเชื่อว่าคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็เนื่องมาจากถูกผีกระทำ อาจจะเป็น ผีดง ผีป่า ผีแถน ผีปอบ ผีเป้า ผีบรรพบุรุษหรือถูกคุณไสย ผู้ที่เก่งกล้าในการขจัดปัดเป่าความเจ็บความไข้ออกไปได้ คือ หมอเหยา และหมอเป่า โดยหมอเป่าจะใช้คาถาเป่าขับไล่ผี แต่หมอเหยาใช้ไม้นวม คือ พูดจาหว่านล้อมด้วยถ้อยคำอ่อนหวานและเป็นทำนองเหยา (คล้ายลำ)

ถิ่นฐานและการอพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไทยเข้าสู่ประเทศไทยมี ๓ ระลอกด้วยกัน คือ

ระลอกที่ ๑ การอพยพจากบริเวณเมืองแถง ในเขตสิบสองจุไทยเข้าสู่เมืองน้ำน้อยอ้อยหนูในที่ราบสูงบริเวณหัวพันทั้งห้าทั้งหก แหล่งเดิมของชาวกลุ่มผู้ไทยดำ ซึ่งอาศัยบริเวณเมืองต่าง ๆ ในแถบลุ่มแม่น้ำดำ โดยมีเมืองแถงเป็นศูนย์กลาง ในเวลาต่อมาต้องเผชิญกับการขยายอำนาจของผู้ไทยขาวซึ่งมีศูนย์ กลางอยู่ที่เมืองไล ซึ่งพัฒนาตนเองจาก ๔ หมู่บ้านเป็น ๑๑ หมู่บ้าน พร้อมทั้งประกาศตนเองไม่ยอมขึ้นกับเมืองแถงของผู้ไทยดำ มากยิ่งกว่านั้นกลุ่มผู้ไทยขาว ยังยกกำลังลงมาโจมตีเมืองของผู้ไทยดำยังผลให้ผู้ไทยดำต้องอพยพลงสู่ทางใต้ลงมาสู่บริเวณหัวพันทั้งห้าทั้งหก โดยเฉพาะที่เมืองเชียงขวาง ได้กลายเป็นแหล่งสำคัญของชาวผู้ไทยได้อาศัยอยู่เป็นเวลานานราว ๒๐๐ – ๓๐๐ ปี

การเคลื่อนย้ายเข้าสู่ดินแดนที่ราบเชียงขวางนี้ ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดการอพยพของชาวผู้ไทย นั้น สันนิษฐานได้ว่าฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้เกิดความแห้งแล้ง ราษฎรอดอยาก ประชาชนอัตคัดขาดแคลนทั่วไป จึงทำให้อพยพออกจากเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู นอกจากปัญหาความแห้งแล้งแล้ว ยังมีปัญหาซึ่งเกิดจากความขัด แย้งระหว่างเจ้าเมืองใหญ่คือเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู กับผู้นำชาวผู้ไทยซึ่งอพยพเข้ามาอาศัยตั้งถิ่นฐานดังปรากฏว่ามีผู้นำชาวผู้ไทยชื่อท้าวก่า ได้พูดจาเกลี้ยกล่อมชาวผู้ไทยได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนเศษ อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเจ้าอนุวงศ์ หรือเจ้าอนุรุธ สมัยธนบุรีระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๑ - ๒๓๒๒ กองทัพไทยซึ่งมีเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ( รัชกาลที่ ๑ ) กับเจ้าพระยาสุรสีห์ ( บุญมา ) เป็นผู้นำกองทัพนำทหารสองหมื่นคนเข้าไปตีหัวเมืองลาวตั้งแต่จำปาศักดิ์ถึงเวียงจันทน์ ขณะที่กองทัพไทยล้อมเวียงจันทน์อยู่นั้น หลวงพระบางซึ่งไม่ถูกกับเวียงจันทน์ก็ได้ส่งกองทัพมาช่วยไทยตีเวียงจันทน์ กองทัพฝ่ายไทยล้อมเวียงจันทน์อยู่ ๔ เดือนเศษก็ตีเวียงจันทน์ได้ (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, ๒๕๑๖ : ๔๓๑ – ๔๓๕ ) กองทัพไทยถือโอกาสผนวกลาวทั้งหมดซึ่งมาช่วยไทยตีเวียงจันทน์ เอามาเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราช ตั้งแต่นั้นมา หลังจากเวียงจันทน์แตกใน พ.ศ.๒๓๒๒ ฝ่ายไทยได้ให้กองทัพหลวงพระบางไปตีหัวเมืองทางด้านตะวันออกของหลวงพระบาง มีเมืองทันต์ (ญวนเรียกเมืองซือหงี ) เมืองม่วย สองเมืองนี้เป็นลาวทรงดำหรือผู้ไทยดำ ซึ่งอยู่ริมเขตแดนญวนได้ครอบครัวลาวทรงดำเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีรับสั่งให้ลาวทรงดำเหล่านี้ไปตั้งบ้านเรือนที่เพชรบุรี (ไพโรจน์ เพชรสั่งหาร, ๒๕๓๑ : ๓๐-๓๑)ในช่วงของการกวาดต้อนลาวทรงดำเมืองทันต์และเมืองม่วยนั้น ผู้ไทยขาวส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองแถง ไม่ได้ถูกกวาดต้อนมาด้วย ผู้ไทยดำหรือลาวทรงดำสองเมืองนี้นับว่าเป็นผู้ไทยระลอกแรกที่ถูกอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย

ระลอกที่ ๒ การอพยพจากเมืองน้ำน้อยอ้อยหนูเข้าสู่เมืองวัง ท้าวก่า ผู้นำชาวผู้ไทยได้นำครอบ ครัวชาวผู้ไทยเข้าสู่เมืองวัง (ท้าวก่าเป็นบุตรคนโตของขุนเภายาว) ซึ่งถึงแก่กรรมระหว่างเดินทางพร้อมภรรยา ดังนั้น ภาระหน้าที่ทั้งปวงจึงตกแก่ท้าวก่า เจ้าหูน เจ้าหาญและน้องอีก ๓ คน เมื่อขอสมัครขึ้นแก่เจ้าอนุแล้ว จึงสอบถามได้ความว่าชาวภูไทยที่อพยพมาจากเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู ไม่เคยทำนา ทำแต่ข้าวไร่และสวนผลไม้ จึงสั่งให้ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองวัง ซึ่งเป็นป่าดงและมีภูเขาตามที่ชาวภูไทยถนัดทำกิน

เมื่อท้าวก่า และน้องชาย นำชาวผู้ไทยเข้าสู่ท้องถิ่นเมืองวังนั้น เกิดการแย่งชิงอำนาจกับพวกข่า ชึ่งเป็นชนพื้นเมืองเดิม เพื่อเป็นหัวหน้าปกครอง โดยตกลงเสี่ยงบุญวาสนาแข่งขันยิงลูกหน้าไม้ให้ติดหน้าผา ปรากฎว่าลูกหน้าไม้ของชาวผู้ไทยซึ่งติดขี้สูดสามารถยิงติดหน้าผาได้ อย่างไรก็ตามการแข่งขันระหว่างชาวภูไทย และชาวข่า ย่อมแสดงให้เห็นถึงการใช้ภูมิปัญญาต่างกัน เมื่อความทราบถึงเจ้าอนุ จึงตั้งเท้าก่า ให้เป็นพญาก่า ปกครองเมืองวัง ขึ้นตรงต่อเวียงจันทร์โดยต้องส่งพร้า มีดโต้ และขวาน เป็นเครื่องบรรณา การปีละ ๕๐๐ เล่ม แต่เนื่องจากอยู่ใกล้เมืองญวน จึงต้องส่งขี้ผึ้งหนัก ๒๕ ชั่ง แก่เจ้าเมืองญวนด้วย

ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ราว พ.ศ. ๒๓๓๕-๒๓๓๘ เมืองแถงและเมืองพวน เข็งข้อต่อเวียงจันทน์ กองทัพเวียงจันทน์ตีเมืองทั้งสอง ได้กวาดต้อนลาวทรงดำ (ผู้ไทยดำ) ลาวพวน เป็นเชลยส่งมาที่กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีรับคำสั่งให้ลาวทรงดำ(ผู้ไทยดำ)ไปอยู่ที่เมืองเพชรบุรี แต่ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์เล่ม ๑ กล่าวว่าในปี พ.ศ.๒๓๓๕ ญวนตังเกี๋ย ยกกองทัพมาตีเวียงจันทน์ เกิดการรบที่เมืองพวน กองทัพญวนถูกเวียงจันทน์ตีแตกไป กองทัพเวียงจันทน์ จึงกวาดเอาครอบครัวชาย–หญิงใหญ่น้อยส่งมากรุงเทพฯ สี่พันคนเศษ หลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้ระบุชื่อเมืองแถง และไม่ได้ระบุชื่อเมืองพวน แข็งข้อกับเวียงจันทน์ (เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ๒๕ : ๑๙๐) แต่การที่เวียงจันทน์กวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองพวนส่งมาให้กรุงเทพฯ เป็นไปได้ว่าเมืองพวน มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจจึงกวาดต้อนพวกนี้ออกมาเสียก่อน เพื่อไม่ให้ญวนกวาดต้อนไป

ระลอกที่ ๓ การอพยพ จากเมืองวังเข้าสู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง จากหลักฐานเอกสารกล่าวว่าผู้นำชาวผู้ไทยที่อพยพเข้ามาตั้งบ้านเมืองพรรณนานิคม ขึ้นนั้นคือเจ้าลี หรือโฮงกลาง เป็นผู้นำชาวผู้ไทยจากถิ่นเดิมซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายข้ามโขง ความเป็นมาของเจ้าโฮงกลางเป็นเรื่องสับสนและแตกต่างกันไปตามความเห็นของนักเขียน พอสรุปได้ดังนี้ “พญาก่า” ได้บุตรกับนางลาว ๓ คน ชื่อท้าวคำ (ซึ่งตายแต่เล็ก) ท้าวก่ำ ท้าวแก้ว และยังมีน้องชายของตนอีก ๖ คน จึงไม่ยอมตั้งให้พญาก่า เป็นอุปฮาตกระทั่งพญาก่าสิ้นชีวิต น้องชายของพญาก่า คือ“เจ้าหนู” ซึ่งเป็นคนที่ยิงลูกหน้าไม้ชนะพวกข่าจึงเป็นหัวหน้าแทน และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพญาบุญชุน โดยมีเจ้าหาญน้องชายคนถัดไปเป็น พระอุปฮาต เมื่อพญาบุญชุนถึงแก่กรรมแล้ว เจ้าหาญอุปฮาต ก็รับหน้าที่เจ้าเมือง และได้บรรดาศักดิ์เป็น พญาลานคำ

เมื่อพญาลานคำถึงแก่กรรม เจ้าวังน้อย บุตรพญาลานคำ ก็เป็นเจ้าเมืองแทนและได้บรรดาศักดิ์เป็นพญาวังน้อย พญาวังน้อยมีบุตร ๓ คน คือเจ้าแก้ว เจ้าก่า หรือ กล้า และเจ้าเขืองคำ เมื่อพญาวังน้อยสิ้นไปแล้ว เจ้าก่า ก็ได้เป็นเจ้าเมืองแทน และได้บรรดาศักดิ์เป็น พญาก่า พญา ก่ามีภรรยา ๒ คน คนที่หนึ่งชื่อนางสีดา เป็นชาวผู้ไทยมีบุตรด้วยกัน ๓ คน คือ เจ้าน้อย เจ้าลี และเจ้าลุน ภรรยาคนที่ ๒ ชื่อ นางมุลซาเป็นชาวข่า มีบุตรด้วยกัน ๑ คน ชื่อ เจ้าก่ำ เมื่อพญาก่า ถึงแก่อนิจกรรมไป นางมูลซาภรรยาคนที่ ๒ เป็นผู้มีอิทธิพลต้องการให้เจ้าก่ำบุตรชายเป็นเจ้าเมืองแทน แต่ชาวผู้ไทยทั่วไปต้องการเจ้าลี เป็นเจ้าเมือง เพราะมีนิสัยอ่อนโยน สุภาพเยือกเย็น โอบอ้อมอารี ซึ่งต่างจากเจ้าก่ำที่มีนิสัยค่อนข้างดุร้าย ประชาชนจึงไม่ชอบ แต่ในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง ระหว่างพี่น้องผู้นำชาวผู้ไทยนี้เอง กองทัพไทยซึ่งมีพระมหาสงครามกับอุปราชเมืองเวียงจันทน์ ได้ยกกำลังมากวาดต้อนผู้คนตามหัวเมืองขึ้นเวียงจันทน์ ในราว พ.ศ. ๒๓๘๔ ยังผลให้ชาวผู้ไทยในเมืองวัง ต้องรวมกำลังกันสู้พลาง หนีพลางเข้าไปอาศัยในดินแดนญวน ปล่อยให้กองทัพไทยเข้าทำลายเมืองเสียหายเมื่อกลับมาที่เมืองวัง ราชวงศ์อิน เชื้อสายเดิมของเมืองมหาชัยกองแก้ว จึงเกลี้ยกล่อมและได้ตัวเจ้าลี พร้อมด้วยครอบครัวและไพร่พลชาวผู้ไทย อพยพข้ามโขงเข้ามาอยู่ในเมืองสกลนคร

การอพยพครั้งนี้เป็นระลอกใหญ่ที่สุด เนื่องจากรัฐบาลไทยในรัชกาลที่ ๓ ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับญวนเพราะญวนพยายามขยายอำนาจเข้ามาในเขมรและลาว ซึ่งเป็นประเทศราชของไทยนำไปสู่สงคราม อันยาวนานระหว่างไทยกับญวน สงครามครั้งนั้นทั้งญวนและไทย ต้องใช้ทรัพยากรไปมาก โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์ ทางฝ่ายไทยได้เกณฑ์ราษฎรในภาคอีสาน เป็นจำนวนมากไปเป็นทหาร ลำเลียงเสบียงและยุทโธปกรณ์ ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายญวน ต่างก็แย่งชิงความได้เปรียบในสงคราม โดยการส่งกองทัพส่วนหนึ่งมากวาดต้อนเอาประชากรในลาวฝั่งซ้าย ไปตั้งถิ่นฐานในเขตที่ควบคุมได้ง่าย ฝ่ายญวนค่อนข้างได้เปรียบ ในตอนแรกของการกวาดต้อนราษฎรในพื้นที่ลาวฝั่งซ้าย เพราะคนลาวเกลียดชังคนไทยมาก ในตอนปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ ระหว่างปี ๒๓๖๙-๒๓๗๑ ฝ่ายไทยได้ปราบกบฏอนุวงศ์ อย่างรุนแรงโดยการเผาเมืองเวียงจันทน์เสียราบ แม้แต่วัดก็ถูกเผา เหลือแต่วัดพระแก้วกับวัดศรีสะเกษ เท่านั้น ต้นไม้ผลก็ถูกตัดทิ้ง ทรัพย์ สินเงินทองอาวุธยุโธปกรณ์ของเวียงจันทน์ ถูกฝ่ายไทยกวาดไปหมด พร้อมทั้งกวาดต้อนราษฎรเวียงจันทน์ ไปจนเกือบจะเป็นเมืองร้าง เพราะไม่ต้องการให้เวียงจันทน์ตั้งตัวได้ ไม่สามารถแข็งข้อเป็นกบฏกับไทยได้อีกในขณะที่ฝ่ายญวนเข้าช่วยเหลือ โอบอุ้มเจ้าอนุวงศ์ เป็นอย่างดี ตอนที่เจ้าอนุวงศ์หนีการจับกุมของฝ่ายไทยในตอนที่เสียเวียงจันทน์ครั้งแรก เพราะเหตุนี้หัวเมืองลาวฝั่งซ้ายจึงอยู่กับฝ่ายญวน ในตอนแรกมีเพียงหัวเมืองพวนเท่านั้นที่อยู่กับฝ่ายไทย แต่ในระยะต่อมาได้แสดงให้เห็นธาตุแท้ของตน ดังปรากฏในบันทึกเอกสารพื้นเวียง ซึ่งคนลาวบันทึกไว้ดังนี้ “พระเจ้ากรุงแกวจึงให้โดยยี่ไปรักษาเมืองชุมพรไว้ แกว ( ญวน ) เกณฑ์ผู้คนมา สร้างค่ายคูเมือง ปลูกตำหนักน้อยใหญ่ผู้คนทิ้งไร่นา เพราะถูกเกณฑ์ชาวเมืองพอง ชุมพร พะลาน สะโปน (เซโปน) อดอยากข้าวยากหมากแพง เพราะเมืองแตกผู้คนยังไม่ได้ทำนาต้องกินหัวมันแทนข้าว แกวยังข่มเหงให้ตัดไม้สร้างเมือง สร้างค่ายคู เมื่อสร้างเสร็จแล้วจัดเวรเฝ้าด่านเสียส่วยทั้งเงินทอง ควาย ช้าง ผึ้ง ผ้า เครื่องหวาย ทุกสิ่งใส่เรือส่งเมืองแกว จนชาวเมืองอดอยาก ร้างไร่ ร้างนา เขาก็ค่อยพากันหนีแกวมาพึ่งลาวทีละน้อยไม่คิดจะอยู่เป็นเมืองต่อไป พวกที่หนีไม่พ้นก็อยู่ที่นั้นบางพวกก็เป็นไข้ลงท้องตาย

เดิมชาวผู้ไทยแบ่งออกเป็น ๒ พวกคือ

๑. ผู้ไทยดำ มีอยู่ ๘ เมือง นิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำและสีคราม

๒. ผู้ไทยขาว มีอยู่ ๔ เมือง อยู่ใกล้ชิดติดกับชายแดนจีนจึงนิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาว

รวมผู้ไทยดำและผู้ไทยขาวมี ๑๒ เมือง จึงเรียกดินแดนส่วนนี้ว่า "สิบสองจุไทย" หรือ "สองเจ้าไทย" ต่อมาสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๒ (เจ้าองค์หล่อ) แห่งนครเวียงจันทน์ ได้มีหัวหน้าชาวผู้ไทยผู้หนึ่งมีนามว่า"พระยาศรีวรราช"ได้มีความดีความชอบ ช่วยปราบกบฎในนครเวียงจันทน์ จนสงบราบคาบ พระมหา กษัตริย์ จึงได้พระราชทานพระธิดาชื่อ "พระศรีวรราช" ให้เป็นภรรยา ในกาลต่อมาจึงได้แต่งตั้งให้บุตรอันเกิดจาก พระศรีวรราช หัวหน้าผู้ไทย และเจ้านางช่อฟ้ารวม ๔ คน แยกย้ายกันไปปกครองหัวเมืองชาวผู้ไทย คือ สิบอแก, เมืองเชียงค้อ, เมืองวังและเมืองตะโปน (เซโปน) สำหรับเมืองวังตะโปนเป็นเมืองของชาวผู้ไทยที่ตั้งขึ้นใหม่ ทางตอนใต้ของราชอาณาจักรเวียงจันทน์ (ปัจจุบันอยู่ในแขวงสุวรรณเขตของลาวติดชายแดนญวน) ต่อมาชาวผู้ไทยจากเมืองวัง และเมืองตะโปน ได้แยกย้ายออกไปตั้งเป็นเมืองต่างๆ ขึ้นอีก คือ เมืองพิน, เมืองนอง, เมืองพ้อง, เมืองพลาน, เมืองเชียงฮ่ม, เมืองผาบัง, เมืองคำอ้อคำเขียว เป็นต้น (เรียบเรียงจากบทพระนิพนธ์ ของ พระบรมวงษ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาเสรีในหนังสือชื่อ "พระราชธรรมเนียมลาว พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ซึ่งพระองค์เป็นพระราชธิดาของรัชกาลที่ ๔ และเจ้าจอมมารดาดวงคำ ซึ่งเจ้าจอมมารดาดวงคำเป็นพระราชนัดดาของเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทร์) เมืองวัง, เมืองตะโปน เป็นถิ่นกำเนิดของชาวผู้ไทยในฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก่อน ที่จะอพยพเข้ามาอยู่ในภาคอีสานในรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อตอนเจ้าอนุวงษ์เวียง จันทน์เป็นกบฎต่อกรุง เทพฯ ใน พ.ศ. ๒๓๖๙ เมื่อกองทัพไทย ยกข้ามแม่น้ำโขงไปปราบจนสงบราบคาบ แล้วทางกรุงเทพฯ มีนโยบายจะอพยพชาวผู้ไทยจากชายแดน ซึ่งใกล้ชิดติดกับแดนญาน ให้ข้ามโขงมาตั้งถิ่นฐานทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง ให้มากที่สุด เพื่อความปลอดภัย ไม่ให้เป็นกำลังแก่นครเวียงจันทน์ และฝ่ายญานอีก จึงไปกวาดต้อนชาวผู้ไทยจากเมืองต่างๆ ในแขวงสุวรรณเขต ซึ่งยังเป็นอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในขณะนั้นให้ข้ามโขงมาตั้งบ้านตั้งเมือง ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงในเขต เมืองกาฬสินธิ์, สกลนคร, นครพนมและมุกดาหารคือ

๑. เมืองเรณูนคร ตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวัง มีนายไพร่รวม ๒,๖๔๘ คน ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวสาย เป็น "พระแก้วโกมล" เจ้าเมืองคนแรก ยกบ้านบุ่งหวายขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร ขึ้นเมืองนครพนม คือ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ในปัจจุบัน

๒. เมืองพรรณานิคม ตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยอพยพมาจากเมืองวัง จำนวนสองพันกว่าคน ไปตั้งอยู่ที่บ้านผ้าขาวพันนา ตั้งขึ้นเป็นเมืองพรรณานิคม ขึ้นกับเมืองสกลนคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวโฮงกลาง เป็น "พระเสนาณรงค์" เจ้าเมืองคนแรก ต่อมาได้ย้ายเมืองพรรณานิคมไปตั้งที่บ้านพานพร้าว คือท้องที่อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนครในปัจจุบัน

๓. เมืองกุฉินารายณ์ ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยบมาจากเมืองวังจำนวน 3,443 คน ไปตั้งอยู่ที่บ้านกุดสิม ตั้งขึ้นเป็นเมือง "กุฉินารายณ์" ขึ้นเมืองกาฬสินธิ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ราชวงษ์เมืองวัง เป็น "พระธิเบศรวงษา" เจ้าเมืองกุฉินารายณ์, อ.เขาวง จ.กาฬสินธิ์

๔. เมืองภูแล่นช้าง ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวังจำนวน ๓,๐๒๓ คน ไปตั้งอยู่ที่บ้านภูแล่นช้าง ตั้งขึ้นเป็นเมือง "ภูแล่นช้าง" ขึ้นเมืองกาฬสินธิ์ ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หมื่นเดชอุดมเป็น "พระพิชัยอุดมเดช" เจ้าเมืองคนแรก ปัจจุบันคือท้องที่ อ.เขาวง กาฬสินธิ์

๕. เมืองหนองสูง ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวังและเมืองคำอ้อคำเขียว (อยู่ในแขวงสุวรรณเขต ดินแดนลาว) จำนวน ๑,๖๕๘ คน ตั้งอยู่บ้านหนองสูงและบ้านคำสระอี ในดงบังอี่ (คำสระอีคือหนองน้ำในดงบังอี่ ต่อมากลายเป็น คำชะอี) ตั้งเป็นเมืองหนองสูง ขึ้นเมืองมุกดาหาร ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวสีหนาม เป็น "พระไกรสรราช" เจ้าเมืองคนแรก เมืองหนองสูงในอดีตคือท้องที่ อ.คำชะอี (ตั้งแต่ห้วยทราย), อ.หนองสูงและท้องที่ อ.นาแก ของ จ.นครพนมด้วย

๖. เมืองเสนางคนิคม ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองตะโปน (เซโปน) ซึ่งปัจจุบันอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในแขวงสุวรรณเขต ติดชายแดนเวียตนาม อพยพมา ๙๔๘ คน ไปตั้งอยู่ที่บ้านส่องนาง ยกขึ้นเป็นเสนางคนิคมขึ้นเมืองอุบลราชธานี ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวจันทร์จากเมืองตะโปน เป็น "พระศรีสินธุสงคราม" เจ้าเมืองคนแรก ต่อมาได้ย้ายไปตั้งเมืองที่บ้านห้วยปลาแดกและเมื่อยุบเมืองลงเป็นอำเภอเสนางคนิคม ย้ายไปตั้งอำเภอที่บ้านหนองทับม้า คือ ท้องที่อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญในปัจจุบัน (จากเอกสาร ร.๓ จ.ศ.1206 เลขที่ ๕๘ หอสมุดแห่งชาติ)

๗. เมืองคำเขื่อนแก้ว ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวัง จำนวน 1,317 คน ไปตั้งอยู่ที่บ้านคำเขื่อนแก้วเขตเมืองเขมราฐ ตั้งขึ้นเป็นเมืองคำเขื่อนแก้ว ขึ้นเมืองเขมราฐ ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวสีหนาท เป็น "พระรามณรงค์" เจ้าเมืองคนแรก เมื่อยุบเมืองคำเขื่อนแก้วได้เอานามเมืองคำเขื่อนแก้วไปตั้งเป็นชื่ออำเภอที่ตั้งขึ้นใหม่ที่ตำบลลุมพุก คือ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธรในปัจจุบัน ส่วนเมืองคำเขื่อนแก้วเดิมที่เป็นผู้ไทย ปัจจุบันเป็นตำบลคำเขื่อนแก้ว อยู่ในท้องที่อำเภอชานุมาน จ.อำนาจเจริญในปัจจุบัน (๑-๗ จากเอกสาร ร.๓ จ.ศ.๑๒๐๖ เลขที่ ๕๘ หอสมุดแห่งชาติ)

๘. เมืองวาริชภูมิ ตั้งในสมัยราชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองกะปอง ซึ่งอยู่ในห้วยกะปอง แยกจากเซบั้งไฟไหลลงสู่แม่น้ำโขงในแขวงคำม่วนฝั่งลาว จึงมักนิยมเรียกผู้ไทยเมืองวาริชภูมิว่า "ผู้ไทยกระป๋อง" ผู้ไทยเมืองกระปองไปตั้งอยู่ที่บ้านปลาเปล้า แขวงเมืองหนองหาร จึงตั้งบ้านปลาเปล้า ขึ้นเป็น "เมืองวาริชภูมิ" ขึ้นเมืองหนองหาร ต่อมาได้ย้ายเมืองไปตั้งที่บ้านนาหอย เขตเมืองสกลนคร จึงให้ยกเมืองวาริชภูมิไปขึ้นเมืองสกลนคร คือ ท้องที่อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนครในปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวพรหมสุวรรณ์ เป็น "พระสุรินทร์บริรักษ์"

๙. เมืองจำปาชนบท ตั้งเมื่อรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๑ เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพจากเมืองกะปอง ตั้งอยู่ที่บ้านจำปานำโพนทอง ตั้งขึ้นเป็นเมืองจำปาชนบท ขึ้นเมืองสกลนคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวแก้วเมืองกะปอง เป็น "พระบำรุงนิคม" เจ้าเมืองคนแรก ปัจจุบันคือท้องที่อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร (๘-๙ จากเอกสาร ร.๕ มท. เล่ม ๑๕ จ.ศ. ๑๒๔๐ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ภาษา ภาษาที่ใช้เป็นภาษาผู้ไทย และยังคงรักษาไว้ได้ด้วยดีตลอดมา ภาษาผู้ไทยเป็นภาษาที่พูดแปร่งไปจากภาษาลาวและภาษาไทยภาคกลาง ซึ่งไม่สามารถอธิบายเป็นภาษาเขียนได้ เพราะหลายคำเสียงไม่ตรงกับวรรณยุกต์ใด จะยกตัวอย่างคำบางคำที่พอจะอธิบายเป็นภาษาเขียนได้พอใกล้เคียง ดังนี้

๑. คำที่มีสระ เ-ีย , เ-ือ , -ัว จะเป็นสระ เ-, เ-อ, โอ เช่น เมีย - เม , เขียน - เขน , เขียด - เคด เสื่อ - เสอ , เลือด - เลิด , เมือง - เมิง , ผัว - โผ , ด่วน - โดน , - โสน

๒. สระ ไ, ใ, -ัย บางคำจะเป็นสระ เ-อ เช่น ใต้ – เต้อ ( เสียงแปร่งอยู่ระหว่างวรรรณยุกต์เอกและโท คือ .่......) ใส่ – เชอ ให้ ( สิ่งของ ) – เห้อ ( เสียงแปร่ง ) ใหม่ – เมอ

๓. พยัญชนะ ข จะเป็นตัว ห เช่น เขียง-เหง ขาย- หาย ของเขา- หองเหา,เขา (สัตว์ )- เหา

๔. พยัญชนะ ร จะเป็น ฮ เช่น เรือ – เฮือ เรือน – เฮือน รอย – ฮอย ร้อง – ฮ้อง รีบ – ฮีบ

๕. คำที่สะกดด้วย ก. ไก่ จะไม่มีเสียงตัวสะกด และสระจะเป็นสระเสียงสั้น เช่น แตก-แต้ะ แบก – แบ้ะ ผูก – พุ สาก – ซะ ปาก – ป้ะ

๖. บางคำที่มีเสียงสระ –ึ จะเป็นเสียงสระ เ-อ เช่น ลึก - เล็ก ผึ้ง- เผิ่ง ( เสียงแปร่ง = .่...๋...้.)

๗.บางคำมีคำเรียกเฉพาะที่ไม่มีเค้าทางภาษาไทยเลย เช่นสิ่งของหาย- เฮ้ / หายเจ็บหายไข้ - ดี๋เจ็บดี๋ไข้ ( แปร่ง ) / ท้ายทอย - กะด้น ( แปร่ง ) / หัวเข่า - โหโค้ย / ผิดไข้ - มึไข้ ( แปร่ง )/ ตาตุ่ม - ป๋อมเพอะ /ไปไหน - ไป๋ซิเลอ / ผู้ใด - ใคร - เพอ / อยากกินข้าว - เยอะกิ๋นข้าว ( แปร่ง ) ฯลฯ

คำว่าบางคำ นั้น หมายถึงว่าไม่เป็นเช่นที่กล่าวมาทุกคำ ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง หากนำคำภาษาผู้ไทย มาเปรียบเทียบกับภาษากรุงเทพฯ ซึ่งเพิ่งมีการติดต่อกันไม่นานผ่านทางวิทยุโทรทัศน์ ก็พบว่าคำในภาษา ๒ กลุ่มนี้มีเหมือนกันถึงร้อยละ ๓๖.๗๓ คล้ายกันร้อยละ ๓๖.๐๕ คำที่คล้ายกันมีทั้งคล้ายกันมาก เช่น ไก่ – ไก / ตา- ต๋า / นิ้วกลาง-นิ้วกาง / ปืน -ปื้น บางคำก็คล้ายกันในระดับปานกลาง เช่น ปาก- ปะ เสื้อ-เชอ บางคำก็คล้ายกันเล็กน้อย เช่น แขน-แหน / ขา-หา / บันได-คันได๋ /บวบ-มะโบ้บ ส่วนที่ต่างกันมี 27.21% เช่น มะละกอ -มะฮุง / ฟักทอง-มะจู้บ / ส้มโอ- มะเก๊ง / พระ-ญาคู / เณร-โจ๋น้อย / ช้อน- โบง ทำ- เอ๊ด หากรวมคำที่เหมือนและคล้าย พบว่ามีถึงร้อยละ ๗๒.๗๘ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าภาษาผู้ไทย กับภาษากรุงเทพฯ เป็นภาษาตระกูลเดียวกันแน่นอน ส่วนคำที่แตกต่างกันนั้นเป็นไปได้ว่าช่วงที่คนไทยรวมอยู่ใกล้กันยังไม่ได้รับศาสนาพุทธ จึงเรียกคำว่าพระและเณรต่างกันมาก ต่างกลุ่มก็เรียกต่างกันไป

ผักผลไม้บางชนิดที่เรียกต่างกันมาก เป็นไปได้ว่าช่วงที่คนไทยรวมอยู่ด้วยกัน ไม่มีมะละกอฟักทอง ส้มโอ ต้นไม้ ๓ ชนิดนี้ คนไทยอาจรับเข้ามาภายหลังที่แยกตัวออกไปตามที่ต่างๆ แล้วส่วนคู่เปรียบ เทียบคำในภาษาผู้ไทยกับภาษาไทยอีสานก็พบว่าเหมือนกันร้อยละ ๓๗.๖๗ คล้ายกันร้อยละ ๕๒.๑๔ หากรวมเข้าด้วยกันเท่ากับร้อยละ ๘๙.๘๑ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างไม่ต้องสงสัยว่า ภาษาผู้ไทย กับภาษาไทยอีสานก็เป็นภาษาตระกูลเดียวกัน และเป็นกลุ่มที่ใกล้กันมาก มีแตกต่างกันเพียงร้อยละ ๑๒.๘๖ จึงเป็นไปได้มากกว่าคน ๒ กลุ่มนี้อยู่บริเวณเดียวกันมาก่อน ดังที่กล่าวไว้ในพงศาวดารเมืองแถง มาแยกกันเมื่อคนลาวอพยพ มาตั้งรกรากในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง จากหลวงพระบางลงมาทางเวียง จันทน์และแอ่งสกลนคร ส่วนกลุ่มผู้ไทยก็ยังอยู่บริเวณสิบสองจุไท และยังขึ้นกับลาวตลอดมาด้วยภาษาจึงใกล้เคียงกันมาก

คู่เปรียบเทียบคำในภาษาผู้ไทย กับภาษาไทยดำ มีคำเปรียบเทียบกันน้อยจากทั้งหมด ๘๙ คำ พบว่าเหมือนกันร้อยละ ๓๔.๘๓ คล้ายกันร้อยละ ๔๔.๙๔ รวมร้อยละ ๗๙.๗๗ ต่างกันร้อยละ ๒๐.๒๓๒ จึงอาจสรุปได้ว่าภาษาของคน ๒ กลุ่มนี้ตระกูลเดียวกัน และคงอยู่บริเวณเดียวกันมาก่อนด้วย แต่ได้แยกกันมา ๒๐๐ ปีขึ้นไป โดยกลุ่มผู้ไทยบ้านหนองโอใหญ่นี้ แยกจากเมืองแถงไปอยู่เมืองวัง เมืองคำอ้อ แล้วจึงอพยพมาอยู่ที่ อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร ส่วนผู้ไทยดำกลุ่มที่ให้ข้อมูล แยกจากเมืองแถงไปอยู่เชียงขวาง จากเชียงขวางไปอยู่บ้านอีไล ในแขวงเวียงจันทน์ และในที่สุดก็อพยพมาอยู่ที่ศูนย์ผู้อพยพ จ.หนองคาย ในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ ระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ศตวรรษ ที่ ๒ กลุ่มนี้ไม่ได้ติดต่อกัน และต่างฝ่ายก็รักษาภาษาของกลุ่มที่อยู่ใกล้เคียง เช่น รองเท้า ผู้ไทยเรียก เกิ้บ แต่ผู้ไทยดำเรียก ฮาย ซึ่งน่าจะเป็นภาษาญวน ญวนเรียกรองเท้าว่า ไย่ บางคำอาจจะคิดขึ้นภายหลังจากแยกย้ายออกไปจากเมืองแถงแล้ว เช่น กระดุม ภาษาผู้ไทยเรียกว่า มะติง แต่ภาษาผู้ไทยดำเรียก มะห่อ แต่อย่างไรก็ตามคำหลักๆ ของสองภาษานี้คล้ายกันมาก

การทำมาหากิน ชาวผู้ไทย ขยันทำงานหลายอาชีพ เช่น ทำไร่ ทำนา ทำสวน ค้าวัว-ควายนำกองเกวียนไปขายต่างถิ่นที่เรียกว่า นายฮ้อย ชาวผู้ไทยวาริชภูมิมีความรู้ในการปลูกหวายไว้รับประทาน

ด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต นอกจากเอกลักษณ์ทางด้านการแต่งกายแล้ว ชาวผู้ไทยมีการสร้างทำนองตนตรี ที่เรียกกันว่า ลาย มีแบบบ้านผู้ไทย แต่ปัจจุบันมักปลูกบ้านอาศัยแบบไทย และในการแสดงฟ้อนภูไทย ผู้ฟ้อนจะสวมเล็บยาว ปลายมีพู่สีแดง ฟ้อนเพื่อถวายองค์พระธาตุ และฟ้อนในพิธีต้อนรับแขกบ้านเมือง งานประเพณีของชาวผู้ไทยส่วนใหญ่แล้วจะคล้ายๆ กัน ในส่วนของชาวผู้ไทยวาริชภูมิ คือ พิธีบวงสรวงเจ้าปู่มเหสักข์ ในวันที่ ๖ เมษายน ทุกปี

สำหรับชาวภูไททั้ง ๘ กลุ่ม ได้ขยายจำนวนออกไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ของภาคอีสานอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา รวมเป็น ๙ จังหวัด ๓๓ อำเภอ ๔๙๔ หมู่บ้าน สรุปได้ดังนี้

๑.จ.สกลนคร ๒๑๒ หมู่บ้าน ๙ อำเภอ (พรรณานิคม เมืองสกลนครวาริชภูมิ พังโคน บ้านม่วง วานรนิวาส กุสุมาลย์ สว่างแดนดิน กุดบาก)

๒. จ.นครพนม ๑๓๑ หมู่บ้าน ๕ อำเภอ (นาแก เรณูนคร ธาตุพนม ศรีสงคราม เมืองนครพนม)

๓. จ.มุกดาหาร ๖๘ หมู่บ้าน ๕ อำเภอ (คำชะอี เมือง นิคมคำสร้อย ดอนตาล หนองสูง)

๔. จ.กาฬสินธุ์ ๖๓ หมู่บ้าน ๕ อำเภอ (เขาวง กุฉินารายณ์ คำม่วง สมเด็จ สหัสขันธ์)

๕. จ.หนองคาย ๖ หมู่บ้าน ๓ อำเภอ(โซ่พิสัย บึงกาฬ พรเจริญ)

๖. จ.อำนาจเจริญ ๕ หมู่บ้าน ๒ อำเภอ (เสนางคนิคม ขานุมาน)

๗. จ.อุดรธานี ๕ หมู่บ้าน ๒ อำเภอ (วังสามหมอ ศรีธาตุ)

๘. จ.ยโสธร ๓ หมู่บ้าน ๑ อำเภอ (เลิงนกทา)

๙. จ.ร้อยเอ็ด ๑ หมู่บ้าน (โพนทอง)